ถึก-เพลิน

hotheat

เวลาทำภาพประกอบทุกทีจะวาดแบบฉับไว
คราวนี้อยากเปลี่ยนแนวนิดๆ เลยลองทำอะไรแบบถึกๆ เนิบๆ ดูบ้าง
เลยวาดหนวดของคนแขกพันกันยุ่ง
สรุป…..
คะ คะ โค ตะ ระ โคตรเหนื่อยเลย
ผิดกะไอ้หัวเล็กที่นั่งอยู่บนแก้วเลย อันนั้น เพลินดีเพราะคุ้นมือ
เลยสับสนว่าจะไปทางไหนดีหว่า
ถึกๆ หรือ เพลินๆ
ช่วงนี้เลยจะลองทำผสมไปทั้ง 2 แบบ

(แต่ท่าทางฝั่ง ‘เพลิน’ จะชนะ..)

kissing

kissing
หนึ่งคืน
สองคน หนึ่งจูบ
หนึ่งคน หนึ่งดูด
จูบจูบ ดูดดูด
สองคน เมารัก
หนึ่งคน เมาเหลัา

โปรดิวเซอร์

เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ผู้เสพย์เริ่มสอดรู้สอดเห็นผู้ผลิต และเริ่มให้ความสำคัญกับคนทำงานเบื้องหลังมากขึ้น
อย่างวงการภาพยนตร์…ไม่แปลกที่เราจะรู้จักหน้าค่าตาผู้กำกับได้ดีกว่าดาราบางคนในเรื่อง
วงการเพลงก็เหมือนกัน เราเริ่มที่จะอยากรู้จักผู้อยู่เบื้องหลังของผลิตผลทางดนตรีดีๆ
และบางคนถึงขั้นตามฟังเพลงของผู้อยู่เบื้องหลังมากกว่าคนที่ยืนร้องเพลงเท่ๆ คอยรับเสียงปรบมืออยู่บนเวทีด้วยซ้ำ
…ถึงเวลาแล้วที่เราจะปรบมือให้ดังขึ้นจนถึงคนข้างหลังเวทีดนตรีบ้าง

son

วิศน โอฬารสกุลวงศ์
อายุ 26 ปี
การศึกษา นิเทศศิลป์ ราชภัฎพระนคร
อาชีพ โปรดิวเซอร์ กลุ่มโมโนโทน
ผลงานสร้างชื่อ กิ๊ฟ โมโนโทน ชนะรางวัล Producer of the year 2006 ของ สีสันอวอร์ด
ปรัชญาในการทำงาน เริ่มงานด้วยความชอบ แล้วใจจะมา

หลังจากเรียนจบ เริ่มต้นชีวิตการทำงานอย่างไรบ้้าง?
อาชีพแรกของผมนั้นไม่เกี่ยวกับดนตรีเลยครับ ผมเริ่มงานแรกด้วยการเป็นกราฟฟิคดีไซเนอร์ แล้วก็ไต่เต้าไปเรื่อยๆ จนได้เป็นอาร์ทไดเร็คเตอร์ ที่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง

แล้วเริ่มเข้าสู่วงการดนตรีได้อย่างไร?
ด้วยความบังเอิญครับ เพราะผมชอบเล่นดนตรีอยู่แล้ว เคยตั้งวงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย พอเรียนจบวงก็แตก แต่ผมก็ยังคงเล่นดนตรีมาเรื่อยๆ จนผมได้มาแจมวงกับพี่คนนึงในโมโนโทนและตกลงกันว่าจะทำวงด้วยกัน

ตอนนั้นก็ยังคงทำงานประจำอยู่?
ใช่ครับ ก็ทำคู่กันกับงานประจำมาเรื่อยๆ จนผมเริ่มรู้สึกว่างานประจำมันหนักมาก กว่าจะเลิกจากงานประจำก็ 3 – 4 ทุ่ม แล้วต้องมาทำเพลงต่อถึงตี 3 ก็เริ่มไม่ไหวละ เลยตัดสินใจลาออกมาทำเพลงอย่างจริงจังอยู่ในกลุ่มโมโนโทน โดยเริ่มจากทำเพลงให้วงตัวเองก่อน พร้อมกับรับงานทำจิงเกิ้ลโฆษณาควบคู่ไปด้วย

เห็นว่าคุณจบคณะนิเทศศิลป์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับทางดนตรีเลย แล้วได้พื้นฐานทางดนตรีมาจากไหน?
ผมฝึกฝนด้วยตัวเองครับ โดยเริ่มด้วยกีตาร์ จนผมเข้าราชภัฎก็ไปเรียนตามโรงเรียนดนตรีบ้าง

แสดงว่าถ้าสนใจทำงานทางด้านนี้ ไม่จำเป็นต้องจบทางด้านดนตรี?
ไม่จำเป็นเลยครับ คนทำงานใกล้ตัวผมแทบไม่มีใครจบทางด้านดนตรีเลย จบบัญชีมาก็มี ส่วนใหญ่ที่จบดนตรีจะเป็นพวกนักดนตรีเครื่องเป่าเสียมากกว่า เช่น แซ็คโซโฟนหรือทรัมเป็ต

คุณชอบดนตรีมากขนาดนี้ แล้วทำไมคุณถึงไม่คิดเข้าเรียนทางดนตรีโดยตรงไปเลย?
ตอนนั้นผมไม่ได้คิดว่าดนตรีสำคัญต่อชีวิตผมขนาดนั้น ผมเป็นแค่เด็กสายวิทย์คนนึงที่สนใจในด้านศิลปะ เและอีกอย่างคือผมไม่มีความเชื่อในระบบการศึกษาเท่าไร

โดยหน้าที่ของโปรดิวเซอร์ต้องทำอะไรบ้าง?
ตามชื่อเลยครับ ‘โปรดิวเซอร์’ ดูแลการผลิตเป็นสำคัญ และต้องรู้ทุกๆ เรื่อง เกี่ยวกับขั้นตอนการผลิต เริ่มแรกต้องมานั่งคุยกันวงก่อน ว่ามาแนวเพลงไหน แล้วดึงจุดเด่นของเขามาให้มากที่สุด อย่างเช่น ถ้าคนนี้มาแนวร็อค เราก็ต้องคิดว่าทำเพลงร็อคยังไงให้ออกมาช่วยเสริมคาเร็คเตอร็เขาให้เด่นขึ้น ต่อจากนั้นต้องวางแผนการทำงานทั้งหมดว่า ใช้เวลาทำเท่าไร ต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน ต้องหาสตูดิโอ หาทีมงาน, นักดนตรี , ซาวเอ็นจีเนียร์ ต้องพยายามดึงคนเก่งๆ เข้ามาร่วมงาน

หน้าที่หลักคือคิดและดูแลการผลิต ไม่ต้องลงมือทำเอง?
ถ้าสามารถทำอย่างอื่นนอกเหนือนั้นได้ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะวงการเพลงไทยไม่เหมือนกับเมืองนอกที่แบ่งแยกหน้าที่กันชัดเจน อย่างผมนี่จะถนัดด้านการเรียบเรียงดนตรี และแต่งเพลง แต่ส่วนใหญ่ผมจะไม่เขียนเนื้อร้อง เพราะชอบให้นักร้องเขียนเองมากกว่า

สำหรับคนที่อยากมาทำงานตรงนี้ต้องเริ่มอย่างไร?
ผมว่าต้องเริ่มด้วยความชอบก่อน พอเราชอบก็จะให้ใจกับมันเต็มที่ แล้วค่อยมาดูความสามารถว่ามีมากแค่ไหน ถ้ามีไม่พอก็ต้องพัฒนาฝีมือกันไป ต่อมาก็เป็นเรื่องของโอกาส โอกาสมันมีเยอะแยะรอบตัว เพียงแต่มันไม่ได้วิ่งเขาหาเราเอง ก็แล้วแต่เราว่าจะวิ่งเข้าหามันอย่างไร อย่างบางคนไปประกวดอะคาเดมี แฟนตาเชีย บางคนทำเดโมไปเสนอค่ายเพลง

แล้วอย่างคุณล่ะ ได้โอกาสมาจากไหน?
ช่วงสมัยผมเรียน ผมบ้าดนตรีมากๆ ผมชอบไปตามงานดนตรี เจอใครยืนอยู่ก็จะปรี่เข้าไปคุยกับเขาเรื่องดนตรี พอคุยกันถูกคอก็ชวนกันมาแจมวงกัน

มีช่องทางลัดให้สำหรับคนที่อยากเป็นโปรดิวเซอร์บ้างไหม?
ผมบอกได้เลยว่า เส้นทางของโปรดิวเซอร์ในเมืองไทย มันเหมือนเราต้องเดินข้ามภูเขาสักสองสามลูกก่อน มันค่อนข้างยากสำหรับเด็กใหม่ ที่อยู่ดีๆ จะเดินเข้ามาบอกว่า ” เฮ้ย พี่! ผมอยากเป็นโปรดิวเซอร์ว่ะ ” ถ้าคุณยังไม่เจ๋งจริงก็ควรไปทำอย่างอื่นให้ตัวเองพอมีชื่อก่อน แล้วค่อยเข้ามาคุยจะดีกว่า

แล้วช่องทางที่จะนำเสนอผลงานล่ะ?
มีเยอะมาก ตามฟรีเว็บไซต์อย่าง My space หลังจากนั้นก็แล้วแต่ฝีมือพวกคุณแล้วล่ะ ต้องพิสูจน์ตัวเองกันหน่อย

ตะวันตก

ตะวันตก1

ก็แค่วันที่พระอาทิตย์ตกได้สวยวันนึง
และก็เหมือนทุกทีที่อยากให้ใครมายืนข้างๆ มองดูภาพเดียวกัน
เหลือบไปเห็นลุงตู้โทรศัพท์โทรมๆ ยืนเหงาอยู่
เข้าไปคุยกับใครสักคนผ่านแกดีกว่า
เอาน่า ไม่ได้เห็นภาพเดียวกัน แต่เรามันเก่งเรื่องพรรณนาอยู่แล้ว
อาจจะทำให้เขารับสัมผัสเดียวกันกับเราได้

“ฮัลโหล ครับ ฮัลโหล?” เขา
“ฮัลโหลๆ เราเอง” เรา
“อ้าว ว่าไง เป็นยังไงบ้าง?” เรา
“พระอาทิตย์กำลังตก และก็คิดถึง..” เรา
“…เธอนี่ ไม่เปลี่ยนเลยนะ” เขา
“แหะ แหะ แหะ” เรา
“……………
…………..
…………..” ทั้งคู่

“ทำไมไม่พูดอะไรบ้าง อุตส่าห์โทรมาตั้งไกล” เขา
“ก..ก็ คิดถึง ไง” เรา
“แล้ว?” เขา
“พระอาทิตย์กำลังตก” เรา
“….” ทั้งคู่

“ก็แค่อยากได้ยินคำว่า “คิดถึงเหมือนกัน” แค่นั้นเอง” เรา…พูดคนเดียว

ตะวันตก2

ไม่รู้เป็นบ้าอะไร ทำไมวะ แค่มองพระอาทิตย์ตกสวยๆ ลงบนทะเล มันไม่ได้ตกบนศีรษะเราสักหน่อย แต่ทำไมมันเจ็บจังวะ
กะอีแค่เหลือบไปเห็นตู้โทรศัพท์เก่าๆ ยืนเอียงใกล้พัง แต่ยังมีแรงกวักเราเข้าไปใช้บริการ
และคนเป็นล้านแปดที่รู้ว่าโทรไปแล้วคงได้หัวเราะ ได้ยิ้ม ได้มีการขับเคลื่อนของเนื้อหาที่พูดคุย
ไม่ใช่แค่ “คิดถึง กับ พระอาทิตย์กำลังตก”
ทำไมต้องเลือกเขา?
แต่คำถามมันจะสำคัญอะไรเท่ากับคำตอบที่ว่า เขาไม่เลือกเราแล้วนี่สิ..

ตะวันตก 3

แสงสีทองจากทะเลสะท้อนจับตา…..แสบจัง
จนน้ำตาไหล

ปล.อุทิศให้แก่ 1+7+2 ปี และปีล่าสุดของคุณแฟนเก่าที่มีแฟนใหม่แล้ว

หนุ่มกับสาว

GG lips1

ภาพประกอบที่ทำให้ Lips
นานมากแล้วล่ะ
เรามีภาพประกอบเซ็ต หนุ่มกับสาว อยู่พอสมควร
เดี๋ยวจะลองค้นมาโพสต์อีก

ทางเดินไปเรียน

way1way 2way 4way 3way5

จูบลาที่เปลือกตาบางกอก

30 กันยายน 2005
คืนวันที่ฉันเมียงมองกรุุงเทพฯ ด้วยมุมเดียวกันกับนกยักษ์ ฉันเห็นเหมือนกรุงเทพฯ ยิ้มระยิบขยิบตาด้วยแสงไฟล้านดวงให้ฉัน ที่ค่อยๆห่างออกไป-ออกไป เหมือนจะบอกว่าดัดจริตจริงนะเอ็ง!
ถึงแม้ว่าครั้งนี้คือการเดินทางไกลและยาวนานที่สุด แต่ความรู้สึกที่เขาว่าวูบๆ คิดถึงบ้านจะขาดใจตายนั้นกลับไม่เคยเกิดขึ้นเลยกับฉัน ไม่มีแม้แต่ความคิดในใจที่ว่า “อยากกลับเมืองไทยจัง” อาจเป็นเพราะฉันเป็นคน-กิน-อยู่-นอนง่าย แต่ลืมยาก…
มันก็เลยมีแต่ความรู้สึกที่ว่า “คิดถึงใคร” มากกว่า “คิดถึงเมืองไทย”

Blue white red

1 ตุลาคม 2005
เช้าวันฟ้าเปิดที่ปารีส
ด้วยสัมภาระของทั้งหมดเกือบ 60 กิโล มันทำให้ฉันไม่มีกะใจชมชื่นอะไรมากนัก แต่ก็อดอมยิ้มใหญ่ ไม่ได้เมื่อเพื่อนคนนึงเอ่ยขึ้นมาขณะที่พวกเราอยู่ที่สถานีรถไฟแซงค์ลาซา
“เฮ้ย สถานีรถไฟที่นี่มันเปิดแอร์ด้วยเหรอวะ”
ด้วยอุณหภูมิขณะนั้นราวๆ 16 องศาทำให้มันหลงเชื่อไปว่าอากาศหนาวนี้คือสิ่งที่ปารีเซียงกำหนดขึ้นโดยเครื่องปรับอากาศ!
สำหรับฉันแล้วนี่คือรอยยิ้มแรกของวันนี้
ขอบคุณนะ เพื่อนเต้ย..

dscn0145.jpg

กิจวัตรปารีเซียง

กิจวัตรปารีเซียง